ใครกำลังเจอปัญหากลิ่นอับ กลิ่นไม่พึงประสงค์ ออกมาให้หงุดหงิดอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังทำให้บรรยากาศเสีย และส่งผลต่อสุขภาพไม่ถูกสุขลักษณะอีกด้วย วันนี้ AIR UDON จะมาเเนะนำว่าสาเหตุแอร์มีกลิ่นอับเกิดจากอะไรพร้อม แก้ปัญหากลิ่นเหม็นอับจากแอร์ อีกด้วย
ทุกคนสามารถแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่นอับเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีต่อไปนี้
- หาที่มาของกลิ่นว่ามาจากจุดไหนของแอร์ เช่น ในตัวเครื่องมีแมลงเข้าไปติดหรือถาดน้ำทิ้งมีน้ำขังอยู่หรือไม่
- ลองนำแผ่นกรองฝุ่นออกมาล้างทำความสะอาด
- เปิดหน้าต่างภายในห้องเพื่อเป็นการระบายกลิ่นออกไปข้างนอก ให้อากาศถ่ายเทมากขึ้น
- เพื่อความมั่นใจอย่าลืมติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อล้างแอร์และตรวจสอบปัญหา
วิธีป้องกันแอร์มีกลิ่มอับ
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแอร์มีกลิ่นอับเหม็นซ้ำ ๆ บ่อย ๆ แคเรียร์ขอแนะนำวิธีป้องกันที่คุณเองก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการหมั่นทำความสะอาดส่วนต่าง ๆ ของแอร์เมื่อถึงเวลาตามสมควรและตรวจสอบการทำงานของแอร์ ดังนี้
- ทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่นทุก 1 เดือน
- ทำความสะอาดชุดคอยล์ร้อน (Outdoor Unit) ทุก ๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี
- ทำความสะอาดแผงขดท่อคอยล์เย็นทุก ๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี
- เช็กและดูแลไม่ให้มีตะไคร่ สิ่งสกปรกตกค้าง และมีน้ำขังในท่อและถาดน้ำทิ้งหรือไม่
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องที่ติดแอร์ เช่น ทำอาหาร
วิธีกำจัดกลิ่นอับในตัวแอร์
1.ระบบทำความสะอาดอัตโนมัติ
เป็นฟังก์ชัน ของแอร์มีระบบพักลมที่จะช่วยให้คอยล์เย็นเเห้งเร็ว เป็นการลดความชื้นสาเหตุของการเกิดรา ฟังก์ชันนี้จะทำความสะอาดพอถึงเวลาก็จะปิดโดยอัตโนมัติ
2.ทำความสะอาดแอร์
สเต็ปในการทำความสะอาดแอร์ มีทั้งหมด 8 ขั้นตอน
- เพื่อความปลอดภัย ก่อนทำความสะอาดต้องสับเบรกเกอร์ลงทุกครั้ง
- ถอดถาดรองน้ำทิ้งออกมา นำไปล้างทำความสะอาด เพื่อขจัดคราบสิ่งสกปรก หลังจากนั้นให้ใส่น้ำในถาดให้เต็มผสมกับน้ำส้มสายชู เเละเเช่ทิ้งไว้ประมาณ1-2 ชั่วโมง
- .หลังจากนั้นให้ล้างด้วยน้ำสะอาดจนไม่มีกลิ่นติดตัวถาด เเล้วนำไปผึ่งให้เเห้ง
- ขณะที่รอถาดรองน้ำแห้ง ให้เริ่มทำทำความคอยล์เย็น โดยนำแปรงมาปัดฝุ่นอยู่ตรงคอยล์และบริเวณซอกแอร์
- หากถาดรองน้ำเเห้งสนิทเเล้ว ให้ประกอบเข้ากับตัวเครื่อง เเลัเริ่มล้างคอยล์เย็น
- ล้างคอยล์เย็น เริ่มจาการใช้ฟ็อกกี้ใส่น้ำเปล่าฉีดให้ทั่วคอยล์ก่อน หลังจากนั้นให้ใช้นำน้ำส้มสายชูผสมน้ำเปล่า ฉีดให้ทั่วอีกครั้ง
- ทิ้งไว้ 30 นาที จะได้กำจัดเเบคทีเรียเเละเชื้อราที่สะสมตามซอกคอยล์เย็น
- เสร็จแล้วนำน้ำเปล่ามาฉีดให้ทั่ว เพื่อเป็นการล้างทำความสะอาดแอร์มีกลิ่นน้ำส้มสายชู เเละปล่อยให้คอยล์เย็นเเห้งสนิท จึงประกอบฟิลเตอร์กับปิดฝาหน้าเครื่อง ถือว่าเสร็จเรียบร้อย
3.วิธีป้องกันไม่ให้แอร์กลับมามีกลิ่นอีกครั้ง
วิธีป้องกันไม่ให้แอร์มีกลิ่น ให้เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ ทำความสะอาดฟิลเตอร์ทุกๆ 2 สัปดาห์ เเละล้างแอร์อย่าสม่ำเสมออย่างน้อยทุกๅ 6 เดือน
แอร์เหม็นอับเกิดจากสาเหตุอะไร
1.ภายในห้องมีความชื้น
สำหรับใครที่ชอบปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลา ตากผ้าในห้อง หรือวางภาชนะที่มีน้ำไว้ในห้อง ล้วนทำให้แอร์เกิดความชื้น ทำให้แอร์มีกลิ่นเหม็นอับ ทั้งยังส่งผลเสียต่อการทำงานของระบบแอร์อีกด้วย
2.ไม่ล้างแอร์เป็นเวลานาน
การไม่ล้างแอร์นานๆ เป็นอีกกหนึ่งปัจจัยที่ทำแอร์มีกลิ่น เพราะจะมีฝุ่นแบคทีเรียเกาะตามเเผ่นกรอง ฟิลเตอร์ คอยล์เย็น และถาดรองน้ำ จนกลาายเป็นเเหล่งสะสมจนเกิดกลิ่นเหม็นอับได้
3.ปัญหาท่อน้ำทิ้ง
ตรงจุดนี้เรียกว่า เป็นส่วนหนึ่งที่มีความชื้นสูงเมื่อไหร่ที่แอร์มีไอน้ำจนรวมตัวจับเป็นน้ำ เเต่ถ้าท่อน้ำทิ้งติดตั้งไม่ถูกวิธีหรือท่อมีปัญหา จะทำให้น้ำรองไม่สามารถระบายออกไปได้ ส่งผลให้เกิดเชื้อราในท่อ
4.สัตว์เลี้ยง
เพราะเครื่องปรับอากาศต่างมีช่องเล็ก ๆ และซอกต่าง ๆ ทำให้มีแมลงและสัตว์ตัวเล็ก ๆ เข้าไปอาศัยหรือทำรังอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น มด แมลงสาบ จิ้งจก เป็นต้น ซึ่งสัตว์และแมลงเหล่านี้มักจะทิ้งฉี่หรืออึ ไว้ตามซอกต่าง ๆ รวมถึงอาจเข้าไปติดตามซอกจนออกมาไม่ได้และตายอยู่ในนั้น ทำให้แอร์ส่งกลิ่นเหม็นออกมาทั่วพื้นที่
5.การอุดตันและสิ่งสกปรก
ถือเป็นสาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดทำให้แอร์มีกลิ่นอับ เมื่อสิ่งสกปรกต่าง ๆ อุดตันเป็นจำนวนมากตามท่อระบายน้ำแอร์ ถาดน้ำทิ้ง นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นแล้ว ยังทำให้น้ำแอร์ไม่สามารถระบายได้ตามที่ควรจะเป็นอาจทำให้เกิดน้ำแอร์หยด รวมถึงแอร์ไม่เย็นอีกด้วย
6.เชื้อรา
เมื่อน้ำแอร์ที่ถูกขังไว้บริเวณถาดน้ำทิ้งไม่ได้รับการระบาย นอกจากจะทำให้น้ำแอร์หยดแล้ว ถอดน้ำทิ้งยังกลายเป็นแหล่งสะสมของความชื้น น้ำขัง ทำให้เกิดตะไคร่น้ำและเชื้อรา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดชั้นดีของกลิ่นเหม็นอับสะสมจำนวนมาก
5 วิธีหนีกลิ่นอับ ช่วยให้ห้องสะอาด
ปัจจุบันมีปัจจัยมากมายที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองและมลพิษในห้องของเรา ทั้งฝุ่นละอองที่อยู่ในอากาศอย่าง PM 2.5 หรือไรฝุ่นที่เกิดจากเศษผ้า เศษผม หรือเครื่องเแต่งกาย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบหายใจ แต่หากเรารู้วิธีดูแลและจัดการฝุ่นละอองเหล่านี้อย่างถูกต้อง ห้องของเราก็จะสะอาด หายใจสะดวก เหมาะกับการพักผ่อนมากยิ่งขึ้น
เปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนช่วยได้
ฝุ่นต่าง ๆ ในห้องนอนมักจะเกิดจากเศษผ้า และมูลของไรฝุ่นหรือแบคทีเรีย ซึ่งการผลัดเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนสัปดาห์ละ 1 ครั้งและซักผ้าห่มเป็นประจำทุก 1 เดือน จะช่วยลดปริมาณไรฝุ่นที่อาศัยอยู่ในเครื่องนอน รวมถึงเพิ่มความสะอาดให้ห้องของเราได้มากขึ้น
เริ่มต้นจากการดูดฝุ่น
การดูดฝุ่นเป็นวิธีพื้นฐานในการทำความสะอาดห้อง โดยความถี่ที่เหมาะสมในการดูดฝุ่นคือประมาณ 2-3 วันต่อสัปดาห์และควรทำเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากการปัดกวาด เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกบางอย่างที่ตกค้างจากการทำความสะอาดอื่นๆ การดูดฝุ่นจึงเป็นเหมือนการเก็บรายละเอียดเพื่อให้ห้องของเราสะอาดขึ้นไปอีกระดับ
กันฝุ่นด้วยการหมั่นปิดประตูและหน้าต่าง
ช่วงนี้ปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในตัวเมืองต่างๆ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากหลายๆ คนก็ออกมาทำงานใช้รถใช้ถนนกันเป็นปกติแล้ว อีกทั้งโรงงานและกำลังการผลิตต่างๆ ก็กลับมาทำงานแบบเต็มกำลังทำให้มีฝุ่นละอองและมลพิษในอากาศมากขึ้น เราจึงไม่ควรที่จะเปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้เป็นเวลานาน
แต่อย่างไรก็ตามอากาศที่ถ่ายเทยังจำเป็นกับการพักผ่อนในห้องเสมอ โดยในช่วงที่มีฝุ่นละอองหนาแน่นอย่างหน้าหนาวและหน้าร้อนให้เปิดหน้าต่างระบายอากาศไม่เกินวันละ 3 – 4 ชั่วโมง โดยประมาณ และควรเปิดในเวลากลางคืนที่ถนนไม่ค่อยมีรถสัญจร แต่สำหรับวันที่มีฝนตกนั้นสามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศหลังฝนตกได้ตามปกติ
ปลูกต้นไม้ฟอกอากาศ
ต้นไม้ฟอกอากาศเป็นอีกหนึ่งทางออกของปัญหานี้ เพราะเราไม่สามารถป้องกันมลพิษที่จะลอยเข้ามาในห้องได้ร้อยเปอร์เซ็น การปลูกต้นไม้ฟอกอากาศ อาธิ พลูด่าง, ว่านเศรษฐีเรือนใน, ปาล์มไผ่, เบญจมาศ ฯลฯ จึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ช่วยกำจัดและลดมลพิษฝุ่นควันภายในบ้านได้ โดยต้นไม้เหล่านี้จะช่วยดูดซึมสารพิษต่างๆ ในอากาศ และช่วยลดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ประมาณ 2-10 เปอร์เซ็น
เครดิตบางส่วน : https://carrierthailand.com/

