แอร์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความสำคํญที่ช่วยในการสร้างความเย็นให้กับที่อยู่อาศัยเเละที่ทำงาน อย่างไรก็ตามสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อใช้แอร์เป็นเวลานานนั้นคือแอร์เริ่มเสื่อมสภาพหรือทำงานไม่เต็มที่เหมือนเคย หลายคนจึงมีข้อสงสัยว่าควรเปลี่ยนแอร์หรือไม่ บทความนี้ AIR UDON จึงจะพามาดู อาการบ่งบอกว่าควรเปลี่ยนแอร์ หรือไม่
6 อาการบ่งบอกว่าควรเปลี่ยนแอร์
1. แอร์มีอายุการใช้งานเกิน 10 ปีขึ้นไป
โดยแอร์ทั่วไปจะมีอายุการใช้งานราว 10 -15 ปี ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วย หลังจากผ่านไปดรื่อยๆแอร์ก็จะเสื่อมสภาพลงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งการใช้งานระดับนี้ถือว่าคุ้มค่าเเล้ว อาจถึงเวลาที่ต้องพิจารณาในการเปลี่ยนแอร์ตัวใหม่
2. แอร์กินไฟมากกว่าปกติ
สังเกตจากการเปิดแอร์ตามปกติเเต่ค่าไฟกลับเเพงขึ้น ยิ่งช่วงหน้าร้อนแม้เปิดแอร์เยอะขึ้นค่าไฟก็ไม่น่าพุ่งขึ้นเกินจริง นั่นบ่งบอกว่าควรปลี่ยนเเอร์ตัวใหม่เพื่อลดค่าไฟ เเถมยังได้แอร์ใหม่ที่ประสิทธิภาพดีกว่าเดิม ซึ่งอาจะเปลี่ยนเป้น แอร์โซล่าเซลล์ เพื่อเซฟค่าไฟไปอีก
3. แอร์ไม่ค่อยเย็น
เมื่อเริ่มรู้สึกว่าระดับความเย็นลดลงแม้พึ่งล้างแอร์ หรือเช็คระบบต่างๆเเล้วเเต่ก็ไม่มีส่วนเสียหาย เพราะนั่นบ่งบอกว่าแอร์นั้นเริ่มเสื่อมสภาพเเล้ว
4. แอร์คอมเพรสเซอร์เริ่มเเตก
อีกจุดสังเกตุที่บ่งบอกว่าถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนเปลี่ยนแอร์ได้เเล้วคือ คอมเพรสเซอร์เเตก หรือผุพัง เพราะอุปกรณ์ชิ้นนั้นต้องเจอกับสภาพอากาศภายนอกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเเดด ฝน ซึ่งอาการดังกล่าวมักเกิดในแอร์มีอายุการใช้งาน 10 ปีขึ้นไป
5. แอร์มีเสียงดัง
แอร์บางตัวจากเดิมที่เคยเปิดคอมเพรสเซอร์แล้วไม่มีเสียง ทำงานปกติ อยู่ดีๆพอเปิดแล้วเริ่มมีเสียง และดังขึ้นมาเรื่อยๆ อาจจะต้องให้ช่างมาดูเเลเเก้ไข เเต่ถ้ายังเหมือนเดิมเเสดงว่าควรต้องเปลี่ยนแอร์
6. แอร์ซ่อมบ่อย เเละค่าซ่อมแพงกว่าค่าแอร์ใหม่
หากใช้แอร์ตัวเดิมเเต่มีปัญหาในการซ่อมอยู่บ่อยครั้ง เเละค่าใช้จ่ายในการซ่อมนั้นเเพงยิ่งกว่าการเปลี่ยนแอร์ตัวใหม่ แนะนำว่าควรเปลี่ยนเครื่องใหม่ยังไงก็คุ้มค่ากว่าแน่นอน อย่าเสียดายเงินตรงส่วนนี้ เพราะยิ่งนานๆไปค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น
เทคนิคการเลือกแอร์เครื่องใหม่ให้ตอบโจทย์การใช้งาน
จริง ๆ แล้วพื้นฐานในการเลือกแอร์เครื่องใหม่เชื่อว่าหลายคนคงพอคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เช่น การประเมินขนาดห้อง จำนวนคน ประเภทของแอร์ ฯลฯ แต่ถ้าให้แนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคในการเลือกแอร์ก็อยากให้ดูจากความคุ้มค่าเกี่ยวกับการประหยัดค่าไฟ
1. เลือกขนาดของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับขนาดของห้อง
ขนาดของเครื่องปรับอากาศ เรียกว่า BTU โดยควรเลือกให้เหมาะกับขนาดของห้องให้มากที่สุด หากเลือกต่ำไปจะทำให้แอร์ และคอมเพรสเซอร์ทำงานหนักเกินไป หรือถ้าเลือก BTU สูงไปคอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานน้อยเกิน และมีการตัดไฟบ่อย ทำให้ความชื้นในห้องสูงและประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ โดยวิธีการคำนวนขนาดแอร์ที่จะติดในห้อง สามารถดูจาก ตารางขนาดห้อง กับค่า btu ของแอร์ ได้เป็นตัวอย่าง
2. เลือกแอร์ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้น
การเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 นั้น จะสามารถการันตีได้ว่า เครื่องปรับอากาศนั้น ไม่กินไฟมาก และให้ประสิทธิภาพที่ดี แต่หากคุณมีการเปรียบเทียบซื้อเครื่องปรับอากาศ ที่ประหยัดไฟเบอร์ 5 เหมือนกัน และก็ BTU เท่ากัน จะทำอย่างไรดี? ง่ายมากๆ ให้เลือกแอร์ที่มีค่า EER สูงกว่าเป็นผู้ชนะ เพราะค่า EER ของเครื่องปรับอากาศนั้น สามารถบ่งบอกถึงประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานได้ หากเลขยิ่งสูง ยิ่งดี
3. เลือกอายุการรับประกัน
เครื่องปรับอากาศทุกชนิด มีบริการหลังการขาย (ยกเว้นแอร์มือสอง) และแต่ละร้านแอร์นั้น ย่อมจะชูจุดเด่นของแถมมากมาย เช่นล้างแอร์ฟรี 5 ครั้ง เติมน้ำยาแอร์ฟรี ฯลฯ เพราะฉะนั้นควรเลือกบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีอายุการเปิดบริษัทมาแล้วยาวนาน เพราะนอกจากจะได้รับการติดตั้งแอร์จากผู้มีประสบการณ์แล้ว ยังได้รับบริการหลังการขายที่ยาวนานอีกด้วย
4. เปรียบเทียบราคา(ที่คิดว่าแพง) กับคุณสมบัติพิเศษ และรูปแบบความสวยงาม
เครื่องปรับอากาศมีการแข่งขันกันหลายยี่ห้อ จึงเกิดราคาขึ้นหลายราคา และยังมีเทคโนโลยีที่หลากหลาย รวมไปถึงความเงียบ สุขภาพ และระบบฟอกอากาศภายในตัว ซึ่งควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานที่ และราคาต้องไม่แพงมากจนเกินไป ซึ่งรูปแบบดีไซน์ก็สำคัญ เพราะหากติดแอร์ที่ห้องรับแขก หรือที่ต่างๆแล้วนั้น ความสวยงามก็มีผลต่อสุขภาพจิต และความสามารถในการทำงานเช่นเดียวกัน
5. เลือกประเภทเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม
โดยหลักๆแล้วเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์บ้าน ที่นิยมใช้งานกันนั้นมี 2 แบบคือ
- แอร์ติดผนัง เป็นเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก เพราะกับการใช้งานในพื้นที่น้อย เช่นห้องนอน ห้องรับแขก ส่วนมากรูปแบบสวยงาม ติดตั้งง่าย และมีให้เลือกมากมาย แต่ข้อเสียนิดหนึ่งก็คือ ทำงานหนักๆ หรือให้ความเย็นกับห้องใหญ่ๆไม่ค่อยได้
- แอร์แบบตั้งพื้น หรือแอร์แบบแขวน เครื่องปรับอากาศแบบนี้เป็นเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสมกับ ห้องขนาดกลาง ไปถึงขนาดใหญ่ ติดตั้งได้สองแบบคือ แขวนบนเพดาน และตั้งพื้น ซึ่งสามารถให้ความเย็นได้ดีมาก แต่ข้อเสียก็คือ เสียงดังไปหน่อย
ใช้แอร์อย่างถูกวิธี ประหยัดไฟฟ้า ด้วยการปฏิบัติ ดังนี้
1. ถ่ายเทความร้อนก่อนเปิดแอร์
ก่อนเปิดแอร์ให้เปิดประตู-หน้าต่าง ให้อากาศภายนอกเข้าไปแทนที่อากาศภายในห้อง เป็นการถ่ายเทความร้อน สัก 15 นาที เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมระบายอากาศ และแอร์ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป
2. ปิดประตู-หน้าต่างให้สนิท
ปิดประตู-หน้าต่างให้สนิทขณะเปิดแอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศร้อนหรือความชื้นจากภายนอกเข้ามา เพราะจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น
3. ไม่นำความชื้นเข้าห้องแอร์
ไม่ควรนำความชื้นเข้าไปในห้องแอร์ เช่น ไม่นำผ้าเปียกๆเข้าไปตาก ไม่ควรวางกระถางต้นไม้ ไว้ในห้องที่มีแอร์ และไม่ควรเปิดบานเกล็ดระบายอากาศของประตูห้องน้ำ เพราะไม่เช่นนั้น แอร์จะทำงานหนักในการต้องรีดความชื้นออกจากห้อง ทำให้ต้องสูญเสียพลังงานไปโดยใช่เหตุ
4. ไม่ควรนำของร้อนเข้าห้องแอร์
ไม่ควรนำของร้อนเข้าไปในห้องแอร์ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองไฟฟ้ามาก ดังนั้น จึงไม่ควรนำเตาไฟฟ้า หม้อต้มน้ำ หม้อสุกี้ เข้าไปในห้องแอร์ ควรปรุงให้เสร็จในครัว และอนุโลมให้นำมารับประทานในห้องแอร์ได้
5. ตั้้งอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 25°C
ตั้งอุณหภูมิแอร์ต้องไม่ต่ำกว่า 25°C และทดลองตั้งที่ 26-27 องศาเซลเซียส แล้วใช้พัดลมเบอร์ 5 พัดกระจายความเย็น ก็จะช่วยให้ประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 10-30% เลยทีเดียว
6. ล้างแอร์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
หมั่นล้างแอร์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยช่างผู้ชำนาญทุก 6 เดือน และถอดหน้ากากแอร์ออกมาล้างเองเป็นประจำเดือนละครั้ง เพื่อให้แอร์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่มีฝุ่นอุดตัน ซึ่งนอกจากช่วยยืดอายุการใช้งานแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 10% เลยทีเดียว

